บริการเสริมหน้าอก เป็นการปรับรูปทรงหน้าอกให้มีความอิ่มฟูได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับสรีระของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะช่วยประเมินรูปทรงเดิม โครงสร้างร่างกาย และความต้องการ เพื่อเลือกขนาดและเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลุคธรรมชาติ หรือลุคชัดเจนมากขึ้น ทุกขั้นตอนคำนึงถึงความปลอดภัย มาตรฐานทางการแพทย์ และผลลัพธ์ระยะยาว เพื่อให้หน้าอกดูสวย เข้ากับรูปร่าง และเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำไมควรเสริมหน้าอก?
เพราะหน้าอกเป็นองค์ประกอบสำคัญของรูปร่าง การมีหน้าอกที่ได้รูปจะช่วยให้สัดส่วนดูสมดุล สามารถแต่งตัวหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่างได้ง่ายขึ้น ใส่เสื้อผ้าได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รู้สึกว่าหน้าอก เล็กเกินไป ไม่สมส่วน หรือต้องการแก้ไขรูปทรงหลังการให้นมบุตรและลดน้ำหนัก การเสริมหน้าอกจะช่วยเพิ่มความมั่นใจทั้งเรื่องการแต่งตัวในชีวิตประจำวันและการแต่งตัวในโอกาสสำคัญต่างๆ ส่งเสริมคุณให้คุณดูดีได้ในทุกโอกาส
ซิลิโคนนม ที่ OK Clinic Thailand มีทั้งหมดกี่แบบ?
- ซิลิโคน Silimed (ซิลิเมด) เป็นซิลิโคนแบบผิวทรายหยาบ
- ซิลิโคน Sebbin (เซบบิ้น) เป็นซิลิโคนแบบผิวทราย/ผิวเรียบ
- ซิลิโคน Mentor (เมนเทอร์) เป็นซิลิโคนแบบผิวทรายละเอียด/ผิวเรียบ
- ซิลิโคน Motiva (โมติว่า) เป็นซิลิโคนแบบผิวนาโน (Nano Texture)
รูปทรงของซิลิโคนยอดนิยม
- ซิลิโคนทรงกลม (Round) รูปทรงนี้จะให้ทรงที่อิ่มแน่นตั้งแต่เนินอกถึงด้านล่าง เหมาะสำหรับคนชอบทรงอกชัดหรือมีไหล่กว้าง
- ซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Teardrop) จะให้รูปทรงธรรมชาติเหมือนเต้านมจริง มีความลักษณ์ความหย่อนคล้อยตามธรรมชาติเล็กน้อย เหมาะกับคนตัวเล็กหรือคนที่มีเนื้อหน้าอกน้อย
การเตรียมตัวก่อนทำ
1. ตรวจร่างกายก่อนผ่าตัด
- ตรวจเลือด / วัดความดัน / เอกซเรย์ (บางเคส)
- แจ้งโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง
- แจ้งประวัติแพ้ยา และยาที่กินอยู่ทั้งหมด
2. หยุดยาบางชนิดล่วงหน้า
- งด Aspirin, Ibuprofen ประมาณ 7–10 วัน
- งดวิตามิน/อาหารเสริม/สมุนไพร 1–2 สัปดาห์
- ยาโรคประจำตัวบางตัวต้องให้แพทย์พิจารณา
3. งดพฤติกรรมเสี่ยง
- งดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อน–หลังผ่าตัด
- งดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- ลดโอกาสแผลหายช้า ติดเชื้อ
4. การงดน้ำงดอาหาร (สำคัญมาก)
- งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด (กรณีดมยาสลบ) → ป้องกันการสำลักระหว่างผ่าตัด
5. พักผ่อนให้เพียงพอ
- นอนให้ครบ 6–8 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงความเครียดก่อนวันผ่า
6. เตรียมตัววันผ่าตัด
- ไม่แต่งหน้า ไม่ทาเล็บ ไม่ใส่คอนแทคเลนส์
- ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ถอดง่าย ควรเป็นเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า
- งดใส่เครื่องประดับทุกชนิด
7. มีคนมาด้วย
- ควรมีญาติหรือเพื่อนมารับ-ดูแล (โดยเฉพาะกรณีวางยาสลบ)
8. กรณีใช้เทคนิคสายชิว ใช้ยาชาสูตรพิเศษ ร่วมกับยาฉีดลดความรู้สึก ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
การดูแลหลังทำ
เตรียมตัวหลังผ่าตัดล่วงหน้า
- เตรียมที่พักฟื้น / หมอน / ยาที่แพทย์สั่ง
- วางแผนหยุดงาน
- เตรียมอาหารอ่อน
วิธีการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดมีดังนี้
- ประคบเย็น ทันทีหลังการผ่าตัดหลังการผ่าตัดศัลยกรรมควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) ประคบนานครั้งละ 20-30 นาที วันละ 5-6 ครั้ง เนื่องจากการประคบเย็น เป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่จะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา หกล้ม กระแทก รวมถึงการผ่าตัดทำศัลกรรมต่างๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความบอบช้ำ ซึ่งความเย็นสามารถควบคุมการสูญเสียของเลือดโดยทำให้หลอดเลือดหดตัว และช่วย ลดบวมช้ำ ได้ด้วยนั่นเอง
- ประคบอุ่น จะช่วยให้การไหลเวียนโลหิตบริเวณที่ประคบดีขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดและบวมได้เป็นอย่างดี และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายหรือเกิดความเสียหายให้ดีขึ้นได้อีกด้วย การประคบอุ่นสามารถทำได้หลังจากผ่าตัดศัลยกรรมไปแล้ว 72 ชั่วโมง
- นอนศีรษะสูง แนะนำให้นอนศีรษะสูงหลังการผ่าตัดศัลยกรรมทันทีจนถึง 3-5 วันหลังผ่าตัดศัลยกรรมเนื่องจากการนอนให้ศีรษะสูงกว่าลำตัวเป็นทำให้เลือดมีการสูบฉีดขึ้นไปยังบริเวณที่ทำการศัลยกรรมได้น้อยลง จึงสามารถช่วยลดอาการบวมให้น้อยลงได้ แต่ถ้านอนราบกับพื้นเลือดจะไหลเข้าสู่บริเวณศีรษะมากขึ้น ทำให้แผลมีอาการบวมมากขึ้น
- ทานอาหารช่วยลดบวม เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ที่มีคุณสมบัติช่วยลดบวม อาหารเหล่านี้หาง่ายทั่วไปตามท้องตลาด อาหารที่สามารถลดบวมได้มีดังนี้ – ฟักทอง , ใบบัวบก , สาหร่าย , น้ำมะพร้าว , ถั่วดำ
หลังศัลยกรรม ห้ามกินอะไรบ้าง
- อาหารรสจัด
- อาหารสุกๆ ดิบ ๆ
- ของหมัก ของดอง
- อาหารทะเลบางชนิด
- วิตามินและอาหารเสริมต่าง ๆ
- เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
หลังทำทันที : น้ำมะพร้าว ใบบัวบก ฟักทอง เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยลดบวม สมานแผล มีสรรพคุณแก้ ฟกช้ำ ฟื้นฟูร่างกายหลังศัลยกรรม ทำให้รอยช้ำหายไว และแผลยุบเร็ว
7 วัน : เนื้อสัตว์ ปลา นม ถั่ว
ช่วงของการฟื้นฟูจำเป็นต้องเสริมโปรตีน เพื่อซ่อมแชมส่วนที่สึกหรอ เนื้อสัตว์ ปลา นม ถั่วจึงเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูง ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และผิวบริเวณที่ทำมีคอลลาเจนมากขึ้น
14 วัน : ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทปิ้งย่าง ชาบู สายบุฟเฟ่ต์
สำหรับสายกินอาจจะต้องเว้นข้อนี้อย่างน้อย 2 อาทิตย์ หรือ 14 วัน เพราะการประกอบอาหาร สถานที่ และอุปกรณ์แบบบุฟเฟ่ต์ อาจเสี่ยงต่อ อาการติดเชื้อได้ ฉะนั้นควรทานหลังแผลปิด
30 วัน : อาหารเสริม วิตามิน
เริ่มทานได้ปกติหลังร่างกายฟื้นฟูตัวเองไปแล้ว 30 วัน สามารถเลือกทานได้ตามความต้องการของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน วิตามินซี วิตามินบี และอื่นๆ
FAQ
โรคหรือภาวะที่ “ห้าม” หรือควรเลี่ยง
- โรคหัวใจรุนแรง เช่น หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ควบคุมไม่ได้
- โรคปอดรุนแรง เช่น หอบหืดขั้นหนัก หรือปอดทำงานไม่ดี
- เบาหวาน ที่ควบคุมไม่ได้ → แผลหายช้า เสี่ยงติดเชื้อ
- ความดันโลหิตสูง ที่ยังไม่คงที่
- โรคเลือด / เลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เกล็ดเลือดต่ำ
- โรคตับ / ไตระยะรุนแรง → มีผลต่อการดมยาและการฟื้นตัว
- มะเร็ง (บางระยะหรือกำลังรักษาอยู่)
- ซิฟิลิส ระยะติดต่อหรือยังรักษาไม่ครบ
- เอชไอวี ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก (ต้องประเมินเป็นรายเคส)
- มีการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไข้ เจ็บคอ แผลติดเชื้อ
ภาวะที่ “ทำศัลยกรรมได้ แต่ต้องควบคุมก่อน”
- เบาหวาน / ความดัน (ถ้าคุมระดับได้ดีแล้วสามารถทำได้)
- คนที่กินยาละลายลิ่มเลือด
- คนที่สูบบุหรี่จัด (ต้องงดก่อน-หลังผ่าตัด)
- ภาวะอ้วนมาก หรือผอมมากเกินไป
กลุ่มยาที่ “ต้องแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง”
- ยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไทรอยด์ (อาจต้องปรับยา)
- ยาจิตเวช / ยานอนหลับ อาจมีผลกับยาสลบ
- สมุนไพร / อาหารเสริม (สำคัญมาก หลายคนมองข้าม) เช่น กระเทียมสกัด , ใบแปะก๊วย , โสม → มีผลให้เลือดออกง่าย
โดยทั่วไปควรหยุดยาก่อนผ่าตัดกี่วัน?
- Aspirin / NSAIDs: ประมาณ 7–10 วัน
- สมุนไพร: อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์
- ยาละลายลิ่มเลือด: ต้องให้แพทย์สั่งหยุดเอง